วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ 2562
บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

                 วันนี้อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มออกมาทำการทดลองหลังจากที่อาจารย์ได้สั่งไปว่าแต่ละกลุ่มจะต้องมีการทดลอง 1 อย่างตอนที่ตัวเองสนใจมาลองเสนอให้อาจารย์ดูเพื่อออกไปสอนในสถานการณ์จริง
                  กลุ่มที่ 1 ลูกโปร่งพ่องโต 
สิ่งที่ต้องใช้

Ø น้ำส้มสายชู
Ø ขวดแก้ว
Ø ผงเบคกิ้งโซดาØ ลูกโป่ง

วิธีการทดลอง
Ø ใส่น้ำส้มสายชูลงในขวดแก้ว
Ø จากนั้นนำผงเบคกิ้งโซดาหรือผงฟูใสลงในลูกโป่ง
Ø นำลูกโป่งที่ใสเบคกิ้งโซดาลงไปแล้วสวมที่ปากขวด
Ø ค่อย ๆ เทผงเบคกิ้งโซดาที่อยู่ในลูกลงในขวดแก้วที่มีน้ำส้มสายชู
Ø สังเกตและบันทึกผล


ผลจากการทดลอง
        
            การทดลองนี้มีสารที่เด็กๆ รู้จักมาบ้างแล้วจากการทดลองที่ผ่านมา คือ ผงฟู เบกิ้งโซดา กรดมะนาว เราได้ทำการทดลองโดยใส่สารที่มีปริมาณแตกต่างกัน ให้เด็กสังเกตและเมื่อเติมน้ำหรือเปลี่ยนเป็นน้ำมะนาว   บ้าง น้ำส้มสายชูบ้าง ให้เด็กสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง ความแตกต่าง คุณครูได้จดบันทึกคำพูดของเด็กๆ แทบไม่ทันทีเดียว หลังจากนั้นก็ใช้สารทุกชนิดใส่ในแต่ละขวด ใส่น้ำหรือน้ำส้มสายชู สังเกตลูกโป่งแต่ละลูก



_________________________________________________________________________________

                กลุ่มที่ 2 ภูเขาไฟลาวา

วัสดุและอุปกรณ์สำหรับการทดลอง

     1.ดินน้ำมัน

     2.เบคกิ้งโซดา

  • 3.น้ำส้มสายชู
  • 4.สีน้ำหรือสีผสมอาหาร
  • 5.ขวดน้ำพลาสติก
  • 6.ปิเปตต์หรือไซริงค์ฉีดยา
  • 7.ถาดหรือจานรอง (สำหรับทำเป็นฐานของภูเขาไฟ)
  • 8.ภาชนะสำหรับผสมสีกับน้ำส้มสายชู
  • ขั้นตอนการทดลอง

    1. ก่อนเริ่มการทดลองให้คุณครูหรือผู้ปกครองแนะนำวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ทำการทดลอง เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจแล้วถามเด็ก ๆ ถึงการทดลองในครั้งนี้ ว่าจะทำอะไร และสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร พร้อมจดบันทึกคำตอบไว้เพื่อดูพัฒนาการของเด็กในการทดลองครั้งต่อไป
  • 2. หลังจากพูดคุยกับเด็ก ๆ แล้ว เราก็มาทำภูเขาไฟจำลองกันค่ะ โดยให้เด็ก ๆ นำขวดน้ำพลาสติกมาวางบนถาดหรือจานรอง จากนั้นใช้ดินน้ำมันแปะตามขวดน้ำให้เป็นรูปทรงของภูเขาไฟ (ให้เริ่มแปะดินน้ำมันจากฐานหรือจานรองไปถึงขอบปากขวดค่ะ) ซึ่งในขั้นตอนนี้คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถให้เด็ก ๆ ตกแต่งภูเขาไฟตามจินตนาการได้เลยค่ะ
    3. หลังจากทำภูเขาไฟจำลองเสร็จแล้ว ให้เด็ก ๆ ใช้ปิเปตต์หรือไซริงค์ฉีดยาดูดสีผสมอาหารมาผสมกับน้ำส้มสายชู โดยกะปริมาณน้ำส้มสายชูให้ให้เกินครึ่งขวดน้ำที่ใช้ทำภูเขาไฟนะคะ เพราะถ้าใส่น้ำส้มสายชูน้อยเวลาที่ลาวาพุ่งออกมาจะไม่ค่อยสูงและทำให้ปริมาณของลาวาที่ไหลออกมาค่อนข้างน้อย
  • 4. นำน้ำส้มสายชูที่ผสมกับสีผสมอาหารเสร็จแล้ว เทลงไปในภูเขาไฟจำลองที่เตรียมไว้ ทั้งนี้คุณครูหรือผู้ปกครองต้องคอยระวังไม่ให้เด็กเทน้ำสีหกด้วยนะคะ
  • 5. แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ตื่นเต้นและสำคัญที่สุด นั้นคือการเทเบคกิ้งโซดาลงไปในภูเขาไฟค่ะ ซึ่งเบคกิ้งโซดาจะทำปฏิกิริยากับน้ำส้มสายชูที่เราเทไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดควันและมีลาวาไหลออกมาจากภูเขาไฟของเรานั้นเองค่ะ ในการทดลองภูเขาไฟลาวา คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถให้เด็กเทเบคกิ้งโซดาได้เรื่อย ๆ จนกว่าน้ำสายชูภายในภูเขาไฟจะหมดหรือส่วนผสมทั้ง 2 อย่างจะหมดปฏิกิริยาค่ะ ในการเทบางครั้งลาวาอาจไม่ได้ปะทุขึ้นมาทันที คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถใช้โอกาสนี้ในการสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักเรียนรู้การรอคอยได้อีกด้วยค่ะ
  • ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างเบคกิ้งโซดา(ด่าง/เบส)และน้ำส้มสายชู(กรด)ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดันตัวออกนี้เองที่ทำให้เกิดภูเขาไฟลาวาของเรานั้นเองค่ะ

  • ________________________________________________________________________
       กลุ่มที่ 3 การลอยจมของน้ำมัน
อุปกรณ์




 ขวดแก้ว หรือพลาสติกใส แบน
 กรวยพลาสติก
 แอลกอฮอล์
 น้ำมันพืช
 สีผสมอาหาร
 น้ำ

วิธ๊ทำ




1. ใส่น้ำสะอาดลงในขวดประมาณครึ่งขวดแล้วหยดสีผสม อาหารลงไป 2-3 หยด เขย่าให้เข้ากัน
2. ใส่น้ำมันพืชลงในขวดประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ โดยใช้กรวยช่วย
3. ใส่แอลกอฮอล์ในขวดโดยใส่ทับลงไปบนชั้นของน้ำมัน สังเกต สิ่งที่เกิดขึ้น ว่าน้ำมันจะมีลักษณะอย่างไร
4. ค่อยๆ เติมแอลกอฮอล์ลงไป จนชั้นของน้ำมันกลายเป็นลูก กลมลอยอยู่กลางน้ำสี จึงหยุดเติม



_________________________________________________________________________________

กลุ่มที่ 4 การแยกเกลือกับพริกไทย
อุปกรณ์

1. ผ้าขนสัตว์
2. กลือเม็ดขนาดปานกลาง
3. พริกไทยป่น
4. ชามใบเล็ก

การทดลอง

1. ผสมเกลือและพริกไทยลงในถ้วยใบเล็ก
2. ถูช้อนพลาสติกด้วยผ้าขนสัตว์
3. ถือซ้อนไว้เหนือส่วนผสมของพริกไทยและเกลืออย่าถือช้อนไว้ใกล้กับส่วนผสมมากเกิน
4. สังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้น

________________________________________________________________________________

กลุ่มที่ 5 ภาพเคลือนไหวในแสงที่แดงและสีเขียว
อุปกรณ์

1. ปกใสสีแดง และ สีเขียว
2. สีไม้สีแดง และ สีเขียว
3. กระดาษ A4

การทดลอง 

1. วาดรูปลงในกระดาษโดยใช้สีไม้สีแดงและสีเขียว
2. นำปกใสสีแดงวางทับบนกระดาษที่เราได้ทำการวาดรูป
3. เปลี่ยนเป็นนำปกสีเขียววางทับกระดาษที่เราวาดรูป
4. สังเกตุและเปรียบเทียบข้อแตกต่างของสิ่งที่เกิดขึ้น



_________________________________________________________________________________


กลุ่มที่ 6 ลูกข่างแสนสนุก
อุปกรณ์

1. แผ่นซีดี 
2. กระดาษที่ตัดคล้ายแผ่นซีดี
3. สีไม้
4. ลูกแก้ว
5. กินน้ำมัน
6. ปืนกาว

การทดลอง

1. ระบายสีลงในกระดาษที่เตรียมไว้ ให้เต็มแผ่น
2. นำกระดาษที่ระบายสีเรียบร้อบแล้วติดลงบนแผ่นซีดี
3. นำลูกแก้วไปติดไว้ตรงรูของแผ่นซีดีด้านล่างแล้วใช้ดินน้ำมันยึดและใช้ปืนกาวยิงอีกที
4. ทำการหมุนแผ่นซีดี แล้วสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้น



__________________________________________________________________________


คำศัพท์ภาษาอังกฤษ

1. Glass bottles ขวดแก้ว
2. Trial การทดลอง
3. Oil น้ำมัน
4. Salt เกลือ
5.volcano ภูเขาไฟ

ประเมิน
ประเมินอาจารย์: อาจารย์มีวิธีการสอนต่างๆให้หรอกเข้าใจละอธิบายให้เราเนี่ยเข้าใจมากยิ่งขึ้นรู้รายละเอียดของการเรียนเยอะมากขึ้นฝึกให้เราฝึกให้เราทำไม่อยากให้อาจารย์ลองฟังเหตุผลของเด็กดูเยอะๆบ้าง
ประเมินเพื่อน:เพื่อนก็ช่วยกันตอบคำถามของอาจารย์แต่ว่าบางทีปิดเครื่องก็เลยแบบไม่อยากตอบบ้างมีเพื่อนส่วนหนึ่งก็เล่นบ้างอะไรบ้างไม่ได้สนใจอะไรมาก
ประเมินตนเอง :เวลาจารก่อนก็รู้สึกว่าตัวเองตั้งใจแล้วก็มีส่วนที่ไม่ฟังใจบ้างเพราะว่าวิชาการมันเยอะมากจนเกินไปจน ส่วนรอรับไม่ค่อยไหว



วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7 
ดิฉันลาป่วยค่ะวันนี้เลยไม่ได้มาเรียน
ตัวอย่างการทดลองวิทยาศตร์

ทดลอง เรื่องภูเขาไฟลาวา

วัสดุและอุปกรณ์สำหรับการทดลอง

  • 1. ดินน้ำมันหรือแป้งโด
  • 2. เบคกิ้งโซดา
  • 3 .น้ำส้มสายชู
  • 4. สีน้ำหรือสีผสมอาหาร
  • 5. ขวดน้ำพลาสติก
  • 6 .ปิเปตต์หรือไซริงค์ฉีดยา
  • 7. ถาดหรือจานรอง (สำหรับทำเป็นฐานของภูเขาไฟ)
  • 8. ภาชนะสำหรับผสมสีกับน้ำส้มสายชู

ขั้นตอนการทดลอง

1. ก่อนเริ่มการทดลองให้คุณครูหรือผู้ปกครองแนะนำวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ทำการทดลอง เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจแล้วถามเด็ก ๆ ถึงการทดลองในครั้งนี้ ว่าจะทำอะไร และสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร พร้อมจดบันทึกคำตอบไว้เพื่อดูพัฒนาการของเด็กในการทดลองครั้งต่อไป
2. หลังจากพูดคุยกับเด็ก ๆ แล้ว เราก็มาทำภูเขาไฟจำลองกันค่ะ โดยให้เด็ก ๆ นำขวดน้ำพลาสติกมาวางบนถาดหรือจานรอง จากนั้นใช้ดินน้ำมันแปะตามขวดน้ำให้เป็นรูปทรงของภูเขาไฟ (ให้เริ่มแปะดินน้ำมันจากฐานหรือจานรองไปถึงขอบปากขวดค่ะ) ซึ่งในขั้นตอนนี้คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถให้เด็ก ๆ ตกแต่งภูเขาไฟตามจินตนาการได้เลยค่ะ
3. หลังจากทำภูเขาไฟจำลองเสร็จแล้ว ให้เด็ก ๆ ใช้ปิเปตต์หรือไซริงค์ฉีดยาดูดสีผสมอาหารมาผสมกับน้ำส้มสายชู โดยกะปริมาณน้ำส้มสายชูให้ให้เกินครึ่งขวดน้ำที่ใช้ทำภูเขาไฟนะคะ เพราะถ้าใส่น้ำส้มสายชูน้อยเวลาที่ลาวาพุ่งออกมาจะไม่ค่อยสูงและทำให้ปริมาณของลาวาที่ไหลออกมาค่อนข้างน้อย
4. นำน้ำส้มสายชูที่ผสมกับสีผสมอาหารเสร็จแล้ว เทลงไปในภูเขาไฟจำลองที่เตรียมไว้ ทั้งนี้คุณครูหรือผู้ปกครองต้องคอยระวังไม่ให้เด็กเทน้ำสีหกด้วยนะคะ
5. แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ตื่นเต้นและสำคัญที่สุด นั้นคือการเทเบคกิ้งโซดาลงไปในภูเขาไฟค่ะ ซึ่งเบคกิ้งโซดาจะทำปฏิกิริยากับน้ำส้มสายชูที่เราเทไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดควันและมีลาวาไหลออกมาจากภูเขาไฟของเรานั้นเองค่ะ ในการทดลองภูเขาไฟลาวา คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถให้เด็กเทเบคกิ้งโซดาได้เรื่อย ๆ จนกว่าน้ำสายชูภายในภูเขาไฟจะหมดหรือส่วนผสมทั้ง 2 อย่างจะหมดปฏิกิริยาค่ะ ในการเทบางครั้งลาวาอาจไม่ได้ปะทุขึ้นมาทันที คุณครูหรือผู้ปกครองสามารถใช้โอกาสนี้ในการสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักเรียนรู้การรอคอยได้อีกด้วยค่ะ
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำกิจกรรมคือ การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นและคิดอย่างมีอิสระ ให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านการลงมือทำ เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยคุณครูหรือผู้ปกครองมีหน้าที่คอยให้คำแนะนำกับเด็ก รวมถึงคอยดูแลความปลอดภัยของเด็กในทุกขั้นตอนด้วยนะคะ เด็ก ๆ จะได้สนุกและเรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาที่ดีของเด็กต่อไป


วันพุธที 4 กันยายน พ.ศ 2562
บันทึกการเรียนครั้งที่ 6
วันนี้อาจารย์ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องทำบล็อกในบอกมีอะไรบ้างพูดเกี่ยวกับเรื่องการประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับเรื่องที่ตัวเองได้ศิลปะสร้างสรรค์สีน้ำได้นำวิทยาศาสตร์ทางไหนบ้างสาระการเรียนรู้มีทั้งหมดห้าสาระสาระการเรียนรู้พูดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทักษะวิทยาศาสตร์การสังเกตุการกระตุ้นความรู้คุณครูเป็นพวกหน่วยความสะดวกให้กับเด็กเราก็ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็กให้จำเอาไว้ว่าครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกสำหรับเด็กอาจารย์ได้ยกตัวอย่างของนาฬิกาทรายให้เป็นเรื่องภาษาของ
พิมพ์ใบไม้ปั้นแป้งขึ้นสามารถนำมาใช้เป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการวัดการวัดจะเตรียมความรู้ความสะดวกและครูจะต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกวิธีการสอนการสร้างอาการขาหน้าคำนวณการจำแนกประเภทสเปคสื่อความหมายของข้อมูลลงความคิดเห็นพยากรณ์
และพูดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ในแต่ละข้อ 
 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและการฝึกฝนความคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญา การแก้ปัญหาและการค้นคว้าหาความรู้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้
            ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยทักษะ  ดังนี้
                1. ทักษะขั้นมูลฐาน 8 ทักษะ ได้แก่
                    1.1  ทักษะการสังเกต ( Observing )
          1.2  ทักษะการวัด ( Measuring )
                    1.3  ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying )
                    1.4  ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา( Using Space/Relationship )
                    1.5  ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน ( Using Numbers )
                    1.6  ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ( Comunication )
                    1.7  ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring )
                    1.8  ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting )
            2. ทักษะขั้นสูงหรือทักษะขั้นผสม 5 ทักษะ ได้แก่
                     2.1 ทักษะการตั้งสมมุติฐาน ( Formulating Hypthesis )
                     2.2 ทักษะการควบคุมตัวแปร ( Controlling Variables )
           2.3 ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ( Interpreting data )
                     2.4 ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ( Defining Operationally )
           2.5 ทักษะการทดลอง ( Experimenting )
                 1.  ทักษะการสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป การสังเกตเป็นกระบวนการหลักที่จะนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์
ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมี 3 ประเภท คือ
                  1)  ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและคุณสมบัติประจำตัวของสิ่งของที่สังเกตรูปร่าง กลิ่น รส เสียง และความรู้สึกจากการสัมผัส
                 2)  ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณ
                 3)  ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง เป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเกตปฏิสัมพันธ์ของสิ่งนั้นกับสิ่งอื่น นอกจากนี้การได้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสามารถกระทำได้ด้วยการทดลอง โดยเก็บข้อมูลระยะก่อนและหลังการทดลอง หรือขณะทำการทดลอง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เสนอข้อควรระวังในการสังเกตไว้ดังนี้
                           1) ควรจดบันทึกไว้ทุกครั้ง
                           2) ควรแยกเป็นข้อสั้น ๆ เพื่อตรวจสอบง่าย
                           3) อย่าใส่ความรู้เดิม หรือการคาดคะเนลงไปด้วย ต้องเป็นการสังเกตที่ตรงไปตรงมา
2.  ทักษะการวัด หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดปริมาณสิ่งของต่าง ๆ ออกเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยมีหน่วยกำกับเสมอ และจะต้องมีจุดมุ่งหมายในการวัดว่า จะวัดอะไร วัดทำไม จะใช้อะไรวัด และวัดอย่างไร
3.  ทักษะการใช้ตัวเลข (การคำนวณหมายถึง การนำเอาตัวเลขที่ได้จากการวัด     การสังเกต
การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดกระทำให้เกิดค่าใหม่ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร การหาค่าเฉลี่ย การยกกำลัง เป็นต้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความหมายซึ่งจะนำไปใช้ประโยชน์ในการตีความหมายและลงข้อสรุปต่อไป ตัวเลขที่นำมาคำนวณโดยทั่วไปเป็นตัวเลขที่ได้จากการใช้เครื่องมือต่าง ๆ วัดหาค่าปริมาณของสิ่งหนึ่ง เช่น ความยาว น้ำหนัก ปริมาตร อุณหภูมิ หรือเวลา
4.  ทักษะการจำแนกประเภท หมายถึง การจำแนกหรือจัดจำพวกวัตถุหรือเหตุการณ์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยมีเกณฑ์ในการจำแนกหรือจัดจำพวก เกณฑ์ที่ใช้อาจพิจารณาจากลักษณะที่เหมือนกัน แตกต่างกัน หรือสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ การกำหนดเกณฑ์อาจทำได้ โดยการกำหนดขึ้นเองหรือมีผู้อื่นกำหนดให้ การจำแนกประเภทอาจทำได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่กำหนด เช่น
การแบ่งประเภทสิ่งของ เกณฑ์ที่ใช้มักเป็น สี ขนาด รูปร่าง ลักษณะผิว วัสดุที่ใช้ทำ ราคาหรือการนำไปใช้ ส่วนพวกสิ่งที่มีชีวิตมักจะใช้เกณฑ์ลักษณะของเซลล์โครงสร้างและรูปร่าง อาหาร ลักษณะที่อยู่อาศัย การสืบพันธุ์ ประโยชน์ เป็นต้น
5.  ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา สเปส หมายถึง ที่ว่างหรืออวกาศ สเปสของวัตถุ หมายถึง ทางที่วัตถุนั้นครองที่หรือกินอยู่ และมีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วสเปสของวัตถุจะมี 3 มิติ คือ ความกว้าง ความยาว และ
ความสูง (หรือความหนา)  ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างมิติ 3 มิติ กับ 2 มิติ ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาหรือความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนขนาดหรือปริมาณของวัตถุกับเวลาอาจกล่าวโดยภาพรวมได้ว่า การใช้ความสัมพันธ์เกี่ยวกับสเปส หมายถึง ความสามารถในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่อไปนี้ คือ
    1.  ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติ กับ 3 มิต
    2.  สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพที่ปรากฏในกระจกเงาว่าจะเป็นซ้ายขวาของกันและกันอย่างไร 
    3.  ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง
    4.  การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาหรือสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลา
6.  ทักษะการสื่อความหมายของข้อมูล การสื่อความหมาย หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดกระทำเสียใหม่ โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดลำดับ การจัดหมู่ หรือการคำนวณหาค่าใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้และหรือให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลนั้น ๆ ดีขึ้น การสื่อความหมายข้อมูล สามารถนำข้อมูลที่ได้จัดกระทำแล้วมาเสนอและแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนั้นได้ดีขึ้น โดยการนำเสนอได้หลายรูปแบบ คือ
1)  โดยการพูดปากเปล่าหรือเล่าให้ฟัง
2)  โดยการเขียนเป็นรายงาน
3)  โดยเขียนเป็นตาราง แผนภูมิ แผ่นภาพ แผนผัง วงจร กราฟ แผนสถิติ สมการ หรือการใช้สัญลักษณ์
4) โดยวิธีผสมผสานหลายวิธีตามความเหมาะสม
7.  ทักษะการลงความคิดเห็น หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตวัตถุหรือปรากฏการณ์ไปสัมพันธ์กับความรู้หรือประสบการณ์เดิมเพื่อลงข้อสรุปหรืออธิบายปรากฏการณ์หรือวัตถุนั้น
8.  ทักษะการพยากรณ์ หมายถึง การทำนายหรือการคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ความรู้ที่เป็นความจริง หลักการ กฎหรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยทำนายหรือคาดคะเน การพยากรณ์อาจทำได้ 2 แบบ คือ การพยากรณ์ในขอบเขตของข้อมูล และการพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของข้อมูล
9.  ทักษะการตั้งสมมติฐาน หมายถึง การคิดหาคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะทำการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน คำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบหรือเป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน สมมติฐานหรือคำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามักเป็นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ซึ่งอาจผิดหรือถูกก็ได้
10.  ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำต่างๆ ในสมมติฐานที่ต้องการทดลองให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดได้ ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ สามารถกำหนดความหมายและขอบเขตของคำหรือ ตัวแปรต่าง ๆ ให้สังเกตและวัดได้
11.  ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และ ตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมติฐานหนึ่ง ๆ
   ตัวแปรต้น คือ สิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลต่าง ๆ หรือสิ่งที่เราต้องการทดลองดูว่าเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่
   ตัวแปรตาม คือ สิ่งที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้น เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุเปลี่ยนไป ตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลจะเปลี่ยนตามไปด้วย
   ตัวแปรที่ต้องควบคุม คือ สิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลองด้วย ซึ่งจะต้องควบคุมให้เหมือน ๆ กัน มิเช่นนั้นอาจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ ชี้บ่งและกำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมได้
12.  ทักษะการทดลอง หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบของสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือความสามารถในการดำเนินการตรวจสมมติฐานโดยการทดลอง โดยเริ่มตั้งแต่
การออกแบบ การทดลอง การปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนที่ออกแบบไว้ ตลอดจนการใช้วัสดุอุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องและการบันทึกผลการทดลอง
13. ทักษะการแปรความหมายข้อมูล การแปรความหมายข้อมูลหมายถึงการตีความหมายหรือการบรรยายลักษณะเพื่อสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด

การแปรความหมายข้อมูลจึงจัดเป็นกระบวนการขั้นสุดยอดหรือขั้นสุดท้ายของกระบวนการวิทยาศาสตร์ การทดลองใด ๆ แม้ว่าจะออกแบบการทดลอง ทำการทดลองอย่างรัดกุม ได้ข้อมูลจากการทดลองอย่างละเอียด แต่ถ้าขาดกระบวนการขั้นนี้ก็จะไม่สามารถสรุปผลการทดลอง ตอบรับ หรือตอบปฏิเสธสมมติฐานได้ เพราะ การแปรความหมายข้อมูล เป็น
หลังจากนั้นอาจารย์ให้เราเลือกการทดลองแล้วก็นำไปสอนลงพื้นที่จริงพี่กับเด็กกลุ่มดิฉันเรื่องภูเขาไฟลาวา

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
1.    test การทดลอง
2 .   prophecy พยากรณ์ 
3.    informationข้อมูล
4    The media.สื่อ
5.    scienceวิทยาศาสตร์
  

ประเมินอาจารย์: อาจารย์มีวิธีการสอนต่างๆให้หรอกเข้าใจละอธิบายให้เราเนี่ยเข้าใจมากยิ่งขึ้นรู้รายละเอียดของการเรียนเยอะมากขึ้นฝึกให้เราฝึกให้เราทำไม่อยากให้อาจารย์ลองฟังเหตุผลของเด็กดูเยอะๆบ้าง
ประเมินเพื่อน:เพื่อนก็ช่วยกันตอบคำถามของอาจารย์แต่ว่าบางทีปิดเครื่องก็เลยแบบไม่อยากตอบบ้างมีเพื่อนส่วนหนึ่งก็เล่นบ้างอะไรบ้างไม่ได้สนใจอะไรมาก
ประเมินตนเอง :เวลาจารก่อนก็รู้สึกว่าตัวเองตั้งใจแล้วก็มีส่วนที่ไม่ฟังใจบ้างเพราะว่าวิชาการมันเยอะมากจนเกินไปจน ส่วนรอรับไม่ค่อยไหว

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562

บันทักการเรียนรู้ครั้งที่ 5 


วันนี้อาจารย์ให้ไปศึกษาโครงการศึกษาศาสตร์
วิชาการ
ทางคณะศึกษาศาสตร์ได้จัดโครงการศึกษาศาสตรวิชาการขึ้นมาเป็นการนำเสนอผลงานของนักเรียนทั้ง 4 สาขา
1 .การศึกษาปฐมวัย
2.พลศึกษา
3.จิตวิทยา
4.เทคโนโลยีการศึกษาคอมพิวเตอร์









วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

 บันทึกการเรียนครั้งที่ 3
วันนี้อาจารย์ให้แบ่งกลุ่มแล้วคุยกานว่าใครได้อะไรตามข้อมูลหัวข้อขอต้อนรับกลุ่มที่ได้รับมอบหมายไว้โดยกลุ่มของดิฉันได้รับมอบหมายเรื่องหนูแล้วหลังจากนั้นอาจารย์ให้พวกเราศึกษาหาข้อมูลแล้วนำเสรอ คิดสื่อ คนบะ1 ชิ้น กลุ่มละ 1 ชิ้น



  หิน คือ มวลของแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ชนิดเดียวกัน หรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ
เนื่องจากองค์ประกอบของเปลือกโลกส่วนใหญ่เป็นสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ดังนั้นเปลือก
โลก ส่วนใหญ่มักเป็นแร่ตระกูลซิลิเกต นอกจากนั้นยังมีแร่ตระกูลคาร์บอเนต เนื่องจากบรรยากาศโลกใน
อดีตส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์บนบรรยากาศลงมาสะสมบนพื้น
ดินและมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตอาศัยคาร์บอนสร้างธาตุอาหารและร่างกาย แพลงตอนบางชนิดอาศัยซิลิกาสร้าง
เปลือก เมื่อตายลงทับถมกันเป็นตะกอน หินส่วนใหญ่บนเปลือกโลกจึงประกอบด้วยแร่ต่างๆ 

 หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอัคนีพุ เนื้อละเอียด เกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีสีเข้มเนื่องจากประกอบด้วยแร่ไพร็อกซีนเป็นส่วนใหญ่ อาจมีแร่โอลิวีนปนมาด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาใต้เปลือกโลก หินบะซอลต์หลายแห่งในประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของอัญมณี (พลอยชนิดต่างๆ) เนื่องจากแมกมาดันผลึกแร่ซึ่งอยู่ลึกใต้เปลือกโลก ให้โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นผิว
            หินไรโอไลต์ (Ryolite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีเนื้อละเอียดซึ่งประกอบด้วยผลึกแร่ขนาดเล็ก มีแร่องค์ประกอบเหมือนกับหินแกรนิต แต่ทว่าผลึกเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนมากมีสีชมพู และสีเหลือง
            หินแอนดีไซต์ (Andesite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวาในลักษณะเดียวกับหินไรโอไรต์ แต่มีองค์ประกอบของแมกนีเซียมและเหล็กมากกว่า จึงมีสีเขียวเข้ม
            หินพัมมิซ (Pumice) เป็นหินแก้วภูเขาไฟชนิดหนึ่งซึ่งมีฟองก๊าซเล็กๆ อยู่ในเนื้อมากมายจนโพรกคล้ายฟองน้ำ มีส่วนประกอบเหมือนหินไรโอไลต์ มีน้ำหนักเบา ลอยน้ำได้ ชาวบ้านเรียกว่า หินส้ม ใช้ขัดถูภาชนะทำให้มีผิววาว
            หินออบซิเดียน (Obsedian) เป็นหินแก้วภูเขาไฟซึ่งเย็นตัวเร็วมากจนผลึกมีขนาดเล็กมาก เหมือนเนื้อแก้วสีดำ หินออบซิเดียน
หินตะกอน (Sedimentary rocks)
          แม้ว่าหินจะเป็นของแข็ง แต่มันก็มิสามารถดำรงอยู่ได้อย่างถาวร หินเมื่อถูกแสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้ำ หรือ ถูกกระแทก ก็แตกเป็นก้อนเล็กๆ หรือผุกร่อน เสื่อมสภาพลง เศษหินที่ผุพังทั้งอนุภาคใหญ่และเล็กถูกพัดพาไปสะสมอัดตัวกัน เป็นชั้นๆ เกิดความกดดันและปฏิกิริยาเคมีจนกลับกลายเป็นหินอีกครั้ง หินที่เกิดใหม่นี้เราเรียกว่า “หินตะกอน” หรือ “หินชั้น” ปัจจัยที่ทำให้เกิดหินตะกอนหรือหินชั้น มีดังต่อไปนี้
            การผุพัง (Weathering) คือ การที่หินผุพังทำลายลง (อยู่กับที่) ด้วยกรรมวิธีต่างๆ จากลมฟ้าอากาศ สารละลาย และรวมทั้งการกระทำของต้นไม้ แบคทีเรีย ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ มีการเพิ่มอุณหภูมิและลดอุณหภูมิสลับกันเป็นต้น ภาพที่ 5 แสดงให้เห็นถึงการผุพังของหินชั้นบน ประกอบกับการดันตัวจากใต้เปลือกโลก ทำให้เกิดภูเขาหินแกรนิต

หิน (อังกฤษstone)เป็นของแข็งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารผสมที่เกิดจากการเกาะตัวกันแน่นของแร่ตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป หรือ เป็นสารผสมของแร่กับแก้วภูเขาไฟ หรือ แร่กับซากดึกดำบรรพ์ หรือของแข็งอื่น ๆ หินมีหลายลักษณะ รูปร่างที่แตกต่างกันออกไป มีสีสันที่ต่างกันออกไป ตามถิ่นที่อยู่
เราสามารถจำแนกหินที่อยู่บนเปลือกโลกทางธรณีวิทยาออกได้เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
แต่เนื่องจากลักษณะที่หินตะกอนในประเทศไทยเรามักแสดงลักษณะชั้น (bed) เนื่องจากการตกตะกอนให้เห็นเด่นชัด จึงทำให้ในอดีตมีหลายท่านเรียกชื่อหินตะกอนเหล่านี้อีกอย่างหนึ่งว่า หินชั้น แต่ในปัจจุบันพบว่าการเรียกชื่อหินตะกอนว่าหินชั้นนั้น ไม่ค่อยได้รับการนิยมเท่าใดนัก เนื่องจากนักธรณีวิทยาพบว่ามีหลายครั้งๆ ที่หินอัคนีหรือหินแปรก็แสดงลักษณะเป็นชั้นๆเช่นกัน เช่น ชั้นลาวาของหินบะซอลต์ หรือริ้วรอยชั้นเนื่องจากการแปรสภาพของหินไนส์ และในบางครั้งหินตะกอนก็ไม่แสดงลักษณะเป็นชั้นๆก็มี
ดังนั้นทางด้านการศึกษาธรณีวิทยาของประเทศไทยจึงพยายามรณรงค์ให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปให้ใช้ชื่อ หินตะกอน ในการเรียกชื่อหินตะกอนแทนคำว่า หินชั้น
หิน คือ มวลของแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ชนิดเดียวกัน หรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากองค์ประกอบของเปลือกโลกส่วนใหญ่เป็นสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ดังนั้นเปลือกโลกส่วนใหญ่มักเป็นแร่ตระกูล ซิลิเกต นอกจากนั้นยังมีแร่ตระกูลคาร์บอเนต เนื่องจากบรรยากาศโลกในอดีตส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์บนบรรยากาศลงมาสะสมบนพื้นดินและมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตอาศัยคาร์บอนสร้างธาตุอาหารและร่างกาย แพลงตอนบางชนิดอาศัยซิลิกาสร้างเปลือก เมื่อตายลงทับถมกันเป็นตะกอน หินส่วนใหญ่บนเปลือกโลกจึงประกอบด้วยแร่ต่างๆ

คำศัพท์ 
1.หินอัคนี   gneous Rocks
2.หินตะกอน  Sedimentary Rocks
3.หินแปร Metamorphic Rocks
4. หิน  Rocks 
5.เฟลด์สปาร์ Feldspar
ประเมินอาจารย์: อาจารย์มีวิธีการสอนต่างๆให้หรอกเข้าใจละอธิบายให้เราเนี่ยเข้าใจมากยิ่งขึ้นรู้รายละเอียดของการเรียนเยอะมากขึ้นฝึกให้เราฝึกให้เราทำไม่อยากให้อาจารย์ลองฟังเหตุผลของเด็กดูเยอะๆบ้าง
ประเมินเพื่อน:เพื่อนก็ช่วยกันตอบคำถามของอาจารย์แต่ว่าบางทีปิดเครื่องก็เลยแบบไม่อยากตอบบ้างมีเพื่อนส่วนหนึ่งก็เล่นบ้างอะไรบ้างไม่ได้สนใจอะไรมาก
ประเมินตนเอง :เวลาจารก่อนก็รู้สึกว่าตัวเองตั้งใจแล้วก็มีส่วนที่ไม่ฟังใจบ้างเพราะว่าวิชาการมันเยอะมากจนเกินไปจน ส่วนรอรับไม่ค่อยไหว

บันทึกการเรียนครั้งที่ 15  อาจารย์ไดสั่งทำงาน และแจกใบความรู้ ให้ทำงาน